อีเมล: info@dreamdestination.in.th

TRAVELING DIARY

ปารีส… ที่ร๊ากกกกก

เป็นที่โดนกันถ้วน ๆ หน้าสำหรับคนไทย ที่ไปเปิดหูเปิดตาตะลุยช้อปกันที่ปารีสเมืองแฟชั่นที่ขึ้นชื่อว่า ล้วงกระเป๋า งัดแงะ กรีด ฉกกระเป๋า ไม่เป็นรองชาติใดในโลกนี้แน่อน ด้วยสถิติจากสถานทูตไทยประจำกรุงปารีสที่มีคนไทยแจ้งพาสปอร์ตหายขอทำฉบับชั่วคราว เพราะเหตุผลโดนล้วงกระเป๋า ตั้งเบ้อเริ่ม ทุกวัน

ความจริงเราก็ไม่เลินเล่อกันขนาดนั้น แต่มันคาดไม่ถึงมากกว่า ก็เตรียมรับมือมาะดับนึงแล้วนะ ก๊วนเรามีกัน 9 ชีวิต ช่วงอายุตั้งแต่ 2 ขวบ จนถึง 70 ปีกันเลยทีเดียว หลานชายตัวน้อย และอาม่าที่ร่างกายแข็งแรงกว่าคนวัย 30 ต้น ๆ อย่างเราๆ ทริปนี้เราแพลนกันไว้จะใช้เวลา 10 วัน อยู่ในปารีส 5 วันและไปโรมอีก 5 วัน มาถึงปารีสวันแรกเก็บกระเป๋าที่โรงแรมเสร็จ ก็ออกตะลุยเที่ยวกันเลย เริ่มที่แรกที่โบสถ์มงมาร์ตที่มีตลาดศิลปะแสนเก๋อยู่รอบ ๆ จากนั้นเราก็จะไปล่องแม่น้ำแซนกันต่อ เราเดินทางกันด้วย Metroรถไฟใต้ดินของปารีส พอรถไฟเทียบชานชลา ก๊วนเราก็ทยอยขึ้นรถ ก็เป็นจังหวะที่มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นตูเนียเซียมาช่วยจูงอาม่าเข้าไปในขบวนรถ อาม่ายังชื่นชมยกใหญ่ว่าเด็กที่นี่มีน้ำใจ ในขณะเดียวกันก็มีคนปารีเซียงในขบวนรถ พยายามจะบุ้ยบ้ายบอกอะไรบางอย่างกับพวกเรา ซึ่งก็ฟังกันไม่เข้าใจเท่าไหร่ จนกระทั่งเค้าทนไม่ไหว เดินมาชี้ตรงประเป๋าถืออาม่า ที่เปิดอ้าอยู่ พวกเราทุกคนใจหายแว้บบบบบบ ส่วนอาม่าหน้าเสีย เหตุเพราะพาสสปอร์ต 5 เล่มของ 5 คนอยู่ที่อาม่าหมด ถูกเอาไปด้วยทั้งหมดพร้อมเงินสดจำนวนนึงของอาม่า ซึ่งเป็นจำนวนเงินเยอะมากตามฐานะของอาม่า ^^ ทรุดทั้งก๊วน มาถึงวันแรกก็เจอดีซะแล้ว นั่งตั้งสติกันสักพักก็ตัดสินใจว่า พวกเราต้องไปแจ้งความกันก่อน เพื่อนำไปทำพาสสปอร์ตใหม่ เพราะ 5 คนที่ไม่มีเล่มพาสสปอร์ตเดินทางไปโรมต่อไม่ได้แล้ว ต้องเคลมประกันตั๋วเครื่องบินที่จ่ายไป โรงแรมที่โรม และต้องติดต่อสถานทูตไทยประจำกรุงปารีส เพื่อทำพาสสปอร์ตชั่วคราวกลับประเทศไทย

สถานีตำรวจในปารีสอยู่ตรงไหนบ้างหล่ะทีนี้ ถามตำรวจ ตำรวจก็ไม่เป็นมิตรเอาซะเลย บอกมาแบบตัดรำคาญว่าอยู่บนถนนซ็องเซลีเซ่ ที่เหลือเราก็เดินหากันเอง จนเจอ !!! ฝนก็ตก หนาวก็หนาว ปวดฉี่สิทีนี้ บอกเลยค่ะว่า สถานีตำรวจในปารีสไม่บริการห้องน้ำให้ประชาชนนะ ขอเข้าห้องน้ำหน่อย พี่ตำรวจบอกไม่มี ให้ไปหาเข้าข้างนอก คำถามคือ พี่ตำรวจทำงานกันไม่ปวดอึ ปวดฉี่ใช่ไหม ไม่มีห้องน้ำเนี่ย หรือพอปวดแล้วก็กลับไปเข้าที่บ้าน แบบนี้เหรอ หรือบางทีมีแต่ไม่ให้เข้าใช่ไหม ในที่สุดก็ต้องเดินออกไปเข้าที่มิวเซียมด้านข้างของสถานีตำรวจแทน ขอบคุณมาก ที่มีน้ำใจให้ผู้มาเยือน ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก..

พอได้ใบแจ้งความมาแล้วก้ต้องไปยื่นขอทำพาสปอร์ตชั่วคราวที่สถานทูตต่อ ที่แย่คือเป็นวันหยุดยาวของเราชาวไทย ถึงรวมไปถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำประเทศต่างๆ ที่จะได้หยุดยาวในวันปิยมหาราชด้วย เหตุดันมาเกิดช่วงนี้พอดี ไม่มีพาสสปอร์ตก็จะเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินไม่ได้ .. จึงโทรศัพท์กลับเมืองไทยเพื่อแจ้งข่าวให้ที่บ้านทราบ และขอความช่วยเหลือ สักพักก็มีโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่สถานทูตนัดพวกเราเข้าไปในวันพรุ่งนี้

พอถึงเวลานัด เราก็ไปตามที่นัดพอเจ้าหน้าที่สถานทูตที่ร้านกาแฟก่อนที่จะเดินไปที่สถานทูตพร้อมๆ กัน โลกกลมจริงเชียว เจ้าหน้าที่ที่สถานทูตไทยดันเป็นเพื่อนสมัยเรียนเตรียมอุดมกับสามีเพื่อนที่ไปด้วยกัน สบายเลยทีนี้ ได้รับความช่วยเหลือเต็มที่ สรุปว่ากลุ่มพวกเราก็ได้ใบเหลือง ๆ เป็นพาสสปอร์ตฉบับชั่วคราวเพื่อที่จะกลับเมืองไทยกันมาก่อน และสามารถนำไปเลื่อนเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินได้ ถ้าสายการบินไม่เลื่อนให้ เราก็สามารถเคลมประกันที่เราซื้อไว้ได้อยู่แล้ว (**การขอวีซ่าเชงเก้น เราต้องแนบเอกสารซื้อประกันการเดินทางด้วยอยู่แล้ว)

ส่วนอีก 4 ชิวิตที่ต้องเดินทางไปโรมต่อ ก็ยังไม่หมดเวร เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเข้าไปอีก มีเหตุให้ต้องตกเครื่องจากปารีส ไปโรมอีกรอบนึง เพราะเราดูเวลาผิด เห็นว่าเป็น 09.00ก็นึกว่า 3 ทุ่มเพราะไม่มีบอก am pm ไปถึงสนามบิน 1 ทุ่ม เช็คอินทันที พนักงานบอกไฟล์ทบินยูไปตั้งแต่ 9 โมงเช้าแล้ว ตกเครื่องกันยกแก๊งค์เป็นที่เรียบร้อย ตกเครื่องในกรณีนี้เคลมประกันไม่ได้อีกด้วย แก้ปัญหาต่อไปคือ ต้องนั่งเตเจเว ข้ามเมืองไปแทน ยัง ยัง ยังไม่หมดเคราะห์รถไฟเตเจเวสไตรค์อีก จาก 3 ชั่วโมง ถึงโรม กลายเป็นนั่งรถไฟหวานเย็น 10 ชั่วโมง กว่าจะถึงโรมแทน และใช้ชีวิตอีก 5 วันที่เหลือในโรมด้วยความหวาดระแวงในทุก ๆ ย่างก้าว เหลือกันแค่ผู้หญิง 3 คน เพราะหนุ่มคนนึงแยกตัวกลับไปมิวนิคตั้งแต่มาถึง ด้วยความกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยโดนล้วงกระเป๋าแบบนี้อีก ...

พอมองย้อนกลับไปมันสนุกทั้งน้ำตา เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้ว่าพวกเรารักกันมาก และโชคดีที่เรามีประกันการเดินทางมาช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายที่เสียไปฟรีๆ หลายเรื่อง^^ ถ้ามีใครชวนไปปารีสอีกก็ไปนะ